7 เหตุผลที่ธุรกิจของคุณต้องย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ (Cloud Computing)

ธุรกิจจำนวนมากนำ Cloud Computing มาใช้ในการดำเนินงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบ Cloud computing หรือ on-demand computing ซึ่งบางครั้งเรียกว่าระบบการใช้บริการคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต 


บริษัทต่างๆ ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการพัฒนาและติดตั้งซอฟต์แวร์ เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน การประมวลผลแบบคลาวด์ช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนเป็นบริการ (Access software on the internet as a service) การประมวลผลแบบคลาวด์ยังเป็นวิธีการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลที่ปลอดภัย
 

พนักงานของคุณสามารถเข้าถึงบริการได้ตลอดเวลาและจากสถานที่ใดก็ได้ เพื่อทำงานให้เสร็จ บริการ Cloud Computing แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Platform as a Service (PaaS), Infrastructure as a Service (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) คุณสามารถเลือกบริการใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของธุรกิจของคุณ หากคุณไม่แน่ใจว่าควรย้ายระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม (On-premise) มายังระบบคลาวด์ (Cloud) นี่คือเหตุผลหลักที่คุณควรย้ายธุรกิจของคุณไปสู่การประมวลผลแบบคลาวด์ 

1.    ค่าใช้จ่ายที่ลดลง (Reduced costs)
การสร้างและการเรียกใช้ Data Center ของตนเองมีราคาแพง คุณจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะสมและจ้างช่างเทคนิคเพื่อติดตั้งและจัดการศูนย์ เมื่อคุณเปลี่ยนมาใช้การประมวลผลแบบคลาวด์ คุณจะจ่ายเฉพาะบริการที่จัดหาเท่านั้น ตรวจสอบความต้องการของระบบคลาวด์ในองค์กรของคุณ ผู้ให้บริการจะคิดค่าใช้จ่ายบริการ Cloud Computing ตามการใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูล จำนวนผู้ใช้ เวลาและพื้นที่หน่วยความจำ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ดังนั้น คุณสามารถเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณและประหยัดค่าใช้จ่าย 

2.    ความยืดหยุ่น (Flexibility)
หนึ่งในประโยชน์หลักของการประมวลผลแบบคลาวด์คือความยืดหยุ่น คล่องตัว บริการนี้ช่วยให้คุณและพนักงานของคุณมีความยืดหยุ่นในการทำงานจากทุกสถานที่ พนักงานสามารถทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ได้ 

คุณสามารถลดจำนวนเวิร์กสเตชันในสำนักงานของคุณและอนุญาตให้พนักงานบางคนทำงานจากที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือในสถานการณ์วิกฤติ อาทิ COVID-19 หรือการปิดจลาจลจากการชุมนุม เป็นต้น เพิ่มเติม การประมวลผลแบบคลาวด์ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบการดำเนินงานในธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณเพียงแค่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วเพื่อรับการอัปเดตแบบเรียลไทม์ของการดำเนินการทั้งหมด 

3.    ความสามารถในการขยาย (Scalability)
วิธีดั้งเดิมในการวางแผนสำหรับการเติบโตที่ไม่คาดคิดคือการซื้อเซิร์ฟเวอร์ที่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล คุณสมบัติสูงและไลเซ็นต์ซอฟต์แวร์เผื่อไว้ อาจใช้เวลาหลายปีก่อนที่คุณจะใช้ทรัพยากรสำรองนั่นจริงๆ การปรับขนาดบริการ Cloud Computing เป็นเรื่องง่าย คุณสามารถปรับพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมหรือคุณสมบัติได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ ผู้ให้บริการของคุณจะอัปเกรดแพ็คเกจของคุณภายในไม่กี่นาทีตราบเท่าที่คุณมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 

4.    ไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรองระบบคอมพิวเตอร์ (No need for a backup plan)
ระบบคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมต้องการแผนสำรอง โดยเฉพาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูล ภัยพิบัติสามารถนำไปสู่การสูญหายของข้อมูลอย่างถาวรหากไม่มีการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าวในการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ ข้อมูลจะพร้อมใช้งานตลอดเวลาตราบเท่าที่ผู้ใช้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ธุรกิจบางแห่งใช้บริการ Cloud Computing เป็นข้อมูลสำรองและวางแผนสำหรับการกู้คืนระบบ 

5. ความปลอดภัยของข้อมูล (Data security)
บางครั้งการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์จะปลอดภัยกว่าการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูล Data Center หากแล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์ของคุณถูกขโมย คุณก็อาจจะถูกละเมิดความปลอดภัยในข้อมูล หากคุณมีข้อมูลบนคลาวด์ คุณสามารถลบข้อมูลที่เป็นความลับจากระยะไกลหรือย้ายไปยังบัญชีอื่น การละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยของข้อมูล นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระบบคลาวด์

6. ตัวเลือกมากมาย (A wide range of options)
เราได้กล่าวถึงกลุ่มหลักของบริการ Cloud Computing ไปแล้วนั่นคือ IaaS, PaaS และ IaaS แต่ละกลุ่มมีหมวดหมู่ย่อยมากมายที่แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่นหากคุณกำลังมองหาซอฟต์แวร์ คุณจะมีตัวเลือกมากมายจากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน คุณสามารถเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติและอัตราที่ดีที่สุดสำหรับบริการที่ธุรกิจของคุณต้องการ 

7. ปรับปรุงการทำงานร่วมกัน (Improved collaboration) 
ผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจมักมองหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละบุคคลและทีม การประมวลผลแบบคลาวด์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงประสิทธิภาพของทีม 

สมาชิกในทีมสามารถแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันเพื่อทำโครงการให้เสร็จสมบูรณ์แม้จะมาจากสถานที่ต่างๆ พนักงานภาคสนามสามารถแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์และอัปเดตกับผู้ที่อยู่ในสำนักงานได้อย่างง่ายดาย 

นอกจากนี้การประมวลผลแบบคลาวด์ยังช่วยลดงานที่ซ้ำซากหรือซ้ำซากเช่นการส่งข้อมูลซ้ำคุณสามารถปรับปรุงระดับประสิทธิภาพเพิ่มผลผลิตและประหยัดค่าใช้จ่ายโดยย้ายธุรกิจของคุณไปยัง Cloud Computing แนวทางที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนการดำเนินงานทีละน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูลหรือระหว่างจัดการข้อมูล (Manipulation)

เปรียบเทียบผู้ให้บริการที่แตกต่างกันและช่วงของบริการเพื่อเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม ประสบการณ์และความสามารถในการรับสิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ข้างต้นขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการที่คุณเลือก ขอการอ้างอิงจากเจ้าของธุรกิจรายอื่นหรือตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดเพื่อรับบริการ Cloud Computing ที่ดีที่สุด

The Social Dilemma ถอดบทเรียนสื่อสังคมออนไลน์ สู่ภัยอันตรายใกล้ตัว

Social Dilemma

The Social Dilemma เป็นภาพยนตร์ Documentary ของ Netflix ที่ร้อนแรงมากในช่วงนี้ (กันยายน 2563) ภาพยนตร์เล่าถึงความน่ากลัวของสื่อสังคมออนไลน์ โดยมุ่งโจมตีไปที่ Facebook, Twitter, Instagram, Youtube และอื่นๆ ผู้ให้บริการเหล่านี้ใช้ข้อมูลของเรา เพื่อสร้างรายได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันได้สร้างพฤติกรรมหลายอย่างต่อเด็กและเยาวชนของเรา ที่เปลี่ยนแปลงไปเมือเทียบกับยุคก่อนสื่อสังคมออนไลน์

เรามาดูบทเรียนที่ได้จากภาพยนตร์ The Social Dilemma กัน

1. If you are not paying for the product, you are the product.

ถ้าคุณใช้บริการ “ฟรี” ก็ขอให้คิดเสมอว่า คุณคือ “สินค้า” นั่นเอง

เมื่อผู้ให้บริการออนไลน์ไม่ได้รายได้จากผู้ใช้ ดังนั้นผู้ให้บริการก็ต้องไปหารายได้จากแหล่งอื่น นั่นก็คือ “โฆษณา” แล้วผู้จ่ายค่าโฆษณาให้กับผู้ให้บริการก็ต้องการความคุ้มค่าและเข้าถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด โดยดูจากพฤติกรรมของผู้ใช้นั่นเอง

ดังนั้น ไม่มีของฟรีจริงๆ ในโลกนะ คุณต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไป ในที่นี้ก็คือข้อมูลของคุณนั่นเอง

“I hate the term ‘users’ now,” Parler CEO John Matze told Fox News.

“They made a good point in the film, which was that users are like drug addicts… users are people who are addicted to something. The only two people that call their customers users are drug dealers and social media,” Matze said. “So we are going to be redefining the term ‘user’ anywhere we have it on our app to be ‘people’ or ‘citizens.’”

2. Social Media is Drug.

มีเพียง 2 ธุรกิจที่เรียกลูกค้าว่า “ผู้ใช้” หรือ “User” นั่นคือธุรกิจ Social Media และพ่อค้ายาเสพติด (Drug dealer) จึงไม่แปลกเลยที่จะบอกได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์ก็คือยาเสพติด ที่ผู้ให้บริการพยายามให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ติด (Addict) แล้วไม่หนีไปไหน เหมือนกับพวกติดยาเลย

เราอยู่ในยุคที่เด็กวัยรุ่นออกเดทลดลงและเด็กพบปะผู้คนลดลง เด็กยุค Gen Z ใช้เวลากับมือถือมากๆ เหมือนเสพติดยาอยู่

3. ปุ่ม Like คือฆาตกร

Justin Rosenstein ผู้ร่วมประดิษฐ์ปุ่ม Like ขณะที่ทำงานให้กับ Facebook เล่าว่า เค้าไม่คิดว่าปุ่ม Like จะทำให้สื่อสังคมออนไลน์เป็นที่นิยม และในขณะเดียวกัน มันทำให้คนรู้สึกหดหู่ด้วย โดยเฉพาะกับเด็ก

เด็กจะเปรียบเทียบจำนวน Like ของโพสต์ตัวเองกับเพื่อนหรือกับโพสต์ที่ผ่านมา ส่งให้ผลในทางลบให้เด็กเกิดอาการหดหู่ จนมีหลายเคสถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาสุขภาพจิตกัน

สถิติเด็กวัยรุ่นเข้าโรงพยาบาลบำบัดจิตจากการทำร้ายตัวเองสูงขึ้น และรวมไปถึงสถิติการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเด็ก 10-14 ปี (Pre-teen) ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น เป็นแนวโน้มที่น่ากลัวมาก แล้วทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังกำเนิดสื่อสังคมออนไลน์

4. โฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่แค่เพลตฟอร์มวางโฆษณาธรรมดาอีกต่อไป

The Social Dilemma ให้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลของผู้ใช้มีความสำคัญขนาดไหน ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไร ผู้ให้บริการก็สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ใช้ได้มากขึ้น

โฆษณาไม่ได้ถูกส่งไปหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเท่านั้น แต่เฟลตฟอร์มจะใช้ AI (Aritificial Intelligent) สร้างโมเดลของผู้ใช้ ด้วยการทดลอง A/B Testing แล้วเปรียบเทียบ ผู้ใช้ไหนที่ถูกชักจูงได้ตามการทดสองก็จะเป็นผู้ชนะและนำไปใช้เป็นโมเดลกับผู้ใช้อื่นๆ

การทดลองนี้จะมีตั้งแต่การส่งเนื้อหาข้อมูล วิดีโอและอื่นๆ เพื่อสร้างความดึงดูด หรือแม้กระทั่งการ Tag ก็ตาม

ทุกครั้งที่เรา Scroll down ผู้ให้บริการจะใช้ Algorithm ประมวลผลว่าวิดีโอหรือเนื้อหาถัดไปที่คุณจะคลิก มันไม่ใช่ความบังเอิญหรือแสดงเนื้อหาเฉพาะกลุ่มแล้ว มันเป็นเนื้อหาสำหรับคุณคนเดียวเลย นี่ยังไม่รวมดูนานแค่ไหน ดูซ้ำ อะไรอีกมากมาย

5. ข่าวปลอม (Fake News) ถูกแชร์มากกว่า ข่าวจริง (True News) ถึง 6 เท่า

หากสถิติเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ให้บริการรายใดอยากที่จะจัดการกับข่าวปลอมล่ะ

ภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่าเมือใดที่คุณได้เสพติดเนื้อหานั้นแล้ว เช่น ข่าวใดข่าวหนึ่งซึ่งจะจริงหรือปลอมก็ไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่จะปลอมหรือลำเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง สื่อสังคมออนไลน์ก็จะป้อนเนื้อหาในทำนองนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคุณมโนว่ามันคือความจริง

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรงข้ามกับคุณก็ดูเนื้อหาอีกชุดหนึ่ง

แล้วนี่จึงเป็นปัญหาให้เกิดความแตกแยกทางสังคม เพราะ Algorithm ที่มันป้อนให้กับพวกเราไม่สามารถนำเสนออะไรที่แบบทั้งสองฝ่ายได้

เด็กที่คิดว่าตัวเองเป็นโรคทางจิตหรือมีพฤติกรรมแบบใด เมือค้นหาข้อมูลเหล่านั้น เค้าก็จะคิดว่าเค้าเป็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่เด็กอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้

6. Engagement, Growth & Monetary (Advertising)

มูลค่าโฆษณาออนไลน์เป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ผู้ให้บริการกระโจนเข้าด้วยการสร้างจำนวนผู้ใช้จำนวนมากและให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากขึ้น มีการแบ่งกลยุทธ์เป็น 3 ส่วน คือ

Engagement – การมีส่วนร่วม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เช่น Like, Share, Comment, Post เป็นต้น ยิ่งมีส่วนร่วมมากเท่าไร ผู้ให้บริการก็จะรู้จักผู้ใช้งานมากขึ้น

Growth – การเติบโต เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน ตั้งแต่การให้คุณกลับมาใช้บ่อยๆ การเชื้อเชิญเพื่อน เป็นต้น

Monetary (Advertising) – รายได้ เป็นการวัดรายได้ที่ได้จากผู้ใช้ ในภาพยนตร์นี้จะเน้นที่รายได้จากโฆษณาเป็นหลัก เราสามารถวัดที่รายได้รวม รายได้ต่อผู้ใช้งาน เป็นต้น

ในแง่ธุรกิจและการตลาด ผมแนะนำให้คุณมีผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนแยกกันไปเลยครับ เช่น Head of Engement, Head of Growth และ Head of Advertising เป็นต้น

โดยสรุป ผมก็อยากให้ทุกคนหาโอกาสชม The Social Dilemma ตามชื่อเรื่อง มันคือทางสองแพร่ง ที่สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งข้อดีและภัยอันตรา อย่างน้อยเราจะเข้าใจมันและป้องกันไม่ให้เกิดกับครอบครัวของเราได้

Omnichannel ทางรอดของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ | รายการ 101dotNET วันที่ 15 ส.ค. 2563

Omnichannel Marketing

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ Omnichannel ทางรอดของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning โดยคุณนาวิก นำเสียง | รายการ 101dotNET (6 มิ.ย. 2563)

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101 รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

ระบบบริหารงานขาย (Sales Force Automation) โดยคุณนาวิก นำเสียง | รายการ 101dotNET (11 ก.ค. 2563)

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ ระบบบริหารงานขาย (Sales Force Automation) ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

Work From Home (WFH) | รายการ 101dotNET ( 9 พ.ค. 2563 )

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ Work From Home (WFH) ร่วมรายการโดย คุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

IoT กับ IoE: สิ่งของ หรือ ประสบการณ์

           เทคโนโลยีได้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอดและมีความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นในช่วงการเกิดของอินเตอร์เน็ต ทั้งระบบเครือข่ายจากเครือข่ายมีสายสู่เครือข่ายไร้สาย ระบบคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็วขึ้นด้วยขนาดที่เล็กลง ระบบซอฟต์แวร์ที่ชาญฉลาดขึ้น และ ระบบเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงร่างกายมนุษย์ ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ คุณสามารถที่จะทราบสถานะของตัวเอง ตำแหน่งที่ตั้ง กิจกรรมต่างๆ ของสิ่งของกับตัวเรา เราเรียกมันว่า Internet of Things (IoT) ที่สิ่งของจะเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือจะมองอีกแง่หนึ่งได้ว่า IoT จะทำให้เกิด “ชั้นดิจิตอลที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลครอบคลุมพื้นที่โลกของเราอีกที”

            Forrester Research ได้คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทุกสิ่งในบ้านและอุปกรณ์ Gadget ทั้งหลายจะเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มากกว่า 50 พันล้านอุปกรณ์ทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 67 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

            จากจุดนี้ IoT ก็จะก้าวข้ามไปอีกหนึ่งขั้น เมือ IoT สามารถนำเสนอข้อมูลมหาศาลระหว่างสิ่งของได้และมีความสามารถในการประมวลผลเพื่อตอบสนองผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ไม่่ว่าจะในรูปแบบของการนำเสนอข้อมูลเป็นข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั้งเสียง การก้าวข้ามมาจุดนี้ได้ “สิ่งของ” จะไม่เป็นเพียงแค่ “สิ่งของ” อีกต่อไป “สิ่งของ” จะสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ใช้ด้วยข้อมูลของตำแหน่ง สิ่งของ กิจกรรมต่างๆ ที่เราเรียกว่า Internet of Experiences (IoE)

            ขณะที่ IoT จะเน้นความสำคัญไปที่ “สิ่งของ” แต่ IoE จะมองเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกระดับในการสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้หรือผู้บริโภคด้วยความสามารถของสิ่งของที่ชาญฉลาดขึ้น นำไปสู่การบริการที่ดีขึ้น

            ปัจจัยหลักที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จของ IoE ต้องประกอบด้วย

การเชื่อมต่อ (Connected)

            อันนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สิ่งของและเซ็นเซอร์จะต้องเชื่อมต่อถึงกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ยิ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบ Real-time ได้ก็ยิ่งดี แต่แน่นอนว่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นก็จะตามมาเช่นกัน

บริบท (Contextual)

            เมือทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมดแล้วอย่างต่อเนื่อง สิ่งของจะต้องมีความชาญฉลาดขึ้นและปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ เนื้อหาที่นำเสนอจะต้องตรงใจผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอที่เป็นข้อมูลหรือบริการส่วนบุคคล (Individualised) เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีแบบส่วนบุคคล (Customised expeience) อย่างแท้จริง

ความต่อเนื่อง (Continuous)

            สุดท้าย คงจะหนีไม่พ้นความสัมพันธ์ที่ดีกว่าลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การปรับบริการที่ดีขึ้นจะช่วยสร้างความจงรักภักดีให้กับบริษัทและนำไปสู่การกลับมาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง

            ตัวอย่างของ Huggies Tweetpee (https://goo.gl/QW5iR0) ที่ติดเซ็นเซอร์ไว้กับผ้าอ้อมเด็ก โดยเซ็นเซอร์จะส่งข้อมูลไปยังมือถือเมือผ้าอ้อมเด็กเปียกจนต้องเปลี่ยนใหม่ ด้วยความสามารถของเซ็นเซอร์และแอปพลิเคชั่นทำให้ลูกค้าพึงพอใจที่ไม่ต้องเป็นห่วงลูกน้อยของตัวเองและสามารถเช็คจำนวนผ้าอ้อมเด็กได้อีกด้วย ในแง่ของบริษัท บริษัทก็จะทราบพฤติกรรมของผู้บริโภค พฤติกรรมการเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กและสุดท้ายทราบการสั่งซื้อผ้าอ้อมเด็กอีกด้วย ที่สามารถสื่อสารไปยังลูกค้าได้เมือถึงเวลาสั่งซื้อสินค้าเป็นต้น

            เมือ “สิ่งของ” เริ่มชาญฉลาดขึ้น เริ่มปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานได้ มันก็สามารถสร้างประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าได้ ที่นำมาซึ่งรายได้บริษัทและความพึงพอใจของลูกค้า อย่างไรก็ตาม อย่าลืมไปว่า “สิ่งของ” ไม่มีชีวิต ลูกค้าเองก็ยังต้องการประสบการณ์ที่ดีกับคนที่มีชีวิตจิตใจที่สามารถเข้าใจคนกันเองได้ดีกว่า

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

นักขายพันธุ์ใหม่ ยุคดิจิตอล

            การขายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับองค์กร การขายเป็นศาสตร์แห่งศิลป์ในการโน้มน้าวผู้ชื้อให้เชื่อในสิ่งที่นักขายนำเสนอและซื้อสินค้าในที่สุด แต่ในยุคดิจิตอล นักขายมีโอกาสที่จะเจอผู้ชื้อแบบตัวต่อตัวน้อยลง  ดิจิตอลได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ซื้อและการผูกสัมพันธ์กับผู้ซื้ออย่างสิ้นเชิง  ผู้ซื้อใช้เวลามากขึ้นบนโลกออนไลน์ ดังนั้น ธุรกิจจะต้องปรับกลยุทธ์การขายรวมถึงปรับองค์กรให้รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

            การขายด้วยช่องทางเดิมๆ เช่น ทางโทรศัพท์ อีเมล์ พบหน้า เป็นต้น เพียงไม่กี่ช่องทางอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป การสื่อสารและการขายที่หลากหลายช่องทาง (Omni-channel) จึงมีความจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องลงทุนเพื่อเป็นเครื่องมือให้นักขายพันธ์ใหม่ได้ขายสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและใช้ต้นทุนต่อการขายที่น้อยลงด้วย

            จากแบบสำรวจธุรกิจชั้นนำ 2,000 รายในนปี พ.ศ. 2558 โดย Accenture พบว่า

  • ร้อยละ 81 ธุรกิจใช้เครื่องมือดิจิตอลในการหาลูกค้าใหม่
  • ร้อยละ 80 ธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์บริหารการขายในการสร้างใบเสนอราคา
  • ร้อยละ 77 ธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์บริหารการขายโดยให้ลูกค้าเซ็นยืนยันเพื่อปิดการขาย

นักขายจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขายทุกวัน ตั้งแต่การหาลูกค้าใหม่ ติดต่อลูกค้า เสนอราคา เจรจาต่อรอง ปิดการขาย จนถึงบริการลูกค้าหลังการขาย กิจกรรมจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอด ดังนั้นเครื่องมือที่ทันสมัยจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ที่สำคัญกิจกรรมการขายข้างต้นได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นดิจิตอลเป็นส่วนใหญ่แล้ว เช่น

  • การได้มาของลูกค้าใหม่ นักขายพันธ์ุใหม่สามารถหาได้จากสื่อสังคมออนไลน์ อย่าง Facebook หรือ LinkedIn เป็น
  • การติดต่อลูกค้า นักขายพันธ์ุใหม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือการสนทนาออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน
  • การปิดการขาย นักขายพันธ์ใหม่สามารถนำเสนอราคาด้วยแท็บเล็ตแล้วให้ลูกค้าเซ็นยืนยันได้ทันที เพื่อไม่ให้เสียโอกาสการขาย

โชคดีที่เครื่องมือบริหารการขายและเครื่องมือออนไลน์มีให้เลือกหลากหลาย ในราคาที่ไม่สูงและบางเครื่องมือดิจิตอลไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย ลองดูเครื่องมือบริหารการขายที่อยากจะแนะนำ ดังนี้

SAP Hybris Cloud for Sales

เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารการขายที่ทันสมัยในราคาที่ไม่สูง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปสู่การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าของทั้งองค์กรได้ด้วย เช่น การตลาด การบริการ และระบบอีคอมเมิรซ์ ซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารการขายถือเป็นแกนกลางของการใช้เครืองมือดิจิตอลทั้งหมด นักขายจะต้องเก็บข้อมูลลูกค้า กิจกรรมการขาย ติดตามโอกาสขายและกิจกรรมในทุกขั้นตอนการขายด้วยระบบนี้ ดังนั้น อยากให้เริ่มจากจุดนี้ก่อนแล้วใช้เครื่องมือดิจิตอลอื่นๆ ตามมา วิดีโออธิบายได้ดีถึงกิจกรรมหนึ่งวันของพนักงานขายพันธ์ใหม่ http://bit.ly/2crNfwS

LinkedIn

เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับนักธุรกิจ นักขายพันธ์ุใหม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือของตัวเองด้วยการโพสต์ข้อความ บทความและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเองได้ผ่าน LinkedIn นอกจากนี้ นักขายพันธ์ุใหม่สามารถค้นหาและสนทนากับลูกค้ามุ่งหวังที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการของคุณได้ เว็บไซต์ LinkedIn ในประเทศไทยอาจจะยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่นักธุรกิจและพนักงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงจะใช้กันอย่างกว้างขวาง จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ

Facebook

เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่แพร่หลายที่สุด ถึงแม้ว่า Facebook จะดูเหมือนเป็นสื่อสังคมออนไลน์เพื่อความบันเทิงมากกว่าเว็บไซต์ LinkedIn แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มาก ดังนั้น Facebook จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่่างหนึ่งสำรับการขายได้ คุณสามารถใช้ Facebook เพื่อหาลูกค้าใหม่ การแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้อื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็สามารถสร้างโอกาสการขายใหม่ได้ เครืืองมือ Messenger ก็สามารถใช้สนทนากับลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้ดีเช่นกัน

Google Drive

เป็นเครื่องมือที่ใช้เก็บไฟล์และเอกสารการทำงานของคุณได้ ช่วยให้นักขายพันธ์ุใหม่ทำงานได้ทุกที่และยังสามารถแชร์ไฟล์กับทีมงานขายได้อีกด้วย มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่่างดี นอกจากนี้ก็สามารถทำงานร่วมกับ Google Doc และบริการอื่นๆ ของ Google อีกด้วย ที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ยังมีอีกหลายเครื่องมือดิจิตอลสำหรับนักขายพันธ์ุใหม่ แต่สุดท้าย นักขายจะต้องเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์เอง ทั้งสนทนา แลกเปลี่ยน แชร์ กับลูกค้าของคุณ แล้วการขายของคุณจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปิดการขายได้รวดเร็ว

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

ปี พ.ศ. 2559 ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วย Omnichannel

         หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Omnichannel กันมาบ้าง แต่ก็อาจจะสับสนกับความหมายของมันอยู่ไม่มากก็น้อย รวมถึงสับสนกับคำว่า Multichannel ที่มีความหมายเพียงแค่ช่องทางการขายหรือติดต่อกับลูกค้าที่มากกว่าหนึ่งช่องทาง ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีหน้าร้านเป็นช่องทางขาย ก็เพิ่มช่องทางขายทางโทรศัพท์ ทางเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์ Multichannel เพียงเพิ่มช่องทางการขายอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอกับผู้บริโภคในยุคดิจิตอลอีกต่อไป

         แต่ Omnichannel จะหมายถึงกลยุทธ์การขายในหลากหลายช่องทางเช่นกัน แต่จะต้องสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าให้ทุกช่องเสมือนเป็นหนึ่งเดียว (Seamless shopping Experience) ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าผ่านหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์เดสต์ท็อป ผ่านโมบาย หรือ ร้านค้า ก็ตาม

         นักการตลาดต้องการลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ด้วยการส่งข้อความที่ถูกใจ ด้วยเวลาที่ถูกกาลเทศะ เหมือนกับที่คุณเห็นโฆษณาแบนเนอร์ออนไลน์หลอกหลอนคุณไปตามเว็บไซต์หรือเฟสบุค หลังจากคุณคลิกสนใจสินค้าหรือบริการในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ด้วยกลยุทธ์แบบนี้ คุณก็ต้องการให้ประสบการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกค้าที่หน้าร้านด้วยเช่นกัน

กรณีศึกษาของ Disney จะทำให้เข้าใจกลยุทธ์ Omnichannel ว่าสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไรและสามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

  • เริ่มจากลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์ที่เป็น Responsive Design ที่ปรับขนาดของรูปและข้อความตามขนาดหน้าจอของอุปกรณ์โมบาย
  • ลูกค้าจองทัวร์ดีสนีย์ ด้วยแอปพลิเคชั่นที่ช่วยลูกค้าในการจองโรงแรม จองบัตรเข้าดีสนีย์ เป็นต้น
  • เมือลูกค้ามาถึงดีสนีย์ แอปพลิเคชั่นก็ช่วยแนะนำสถานที่กิจกรรมน่าสนใจและเวลาที่จะต้องรอในแต่ละกิจกรรม
  • และที่สุดๆ ของประสบการณ์ก็คือการแนะนำสายรัดข้อมือที่เป็นทั้งกุญแจห้องพัก หน่วยความจำสำหรับเก็บรูปภาพ และใช้สั่งอาหาร

ด้วยกลยุทธ์ Omnichannel นี้ ดีสนีย์สามารถเข้าใจลูกค้าในทุกช่องทางติดต่อกับลูกค้า ตลอดการท่องเที่ยวที่อยู่ในดิสนีย์ ที่สำคัญ ดิสนีย์สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นเมือได้รับข้อมูลของลูกค้าใหม่ระหว่างการท่องเที่ยว

         อีกกรณีศึกษาหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยี iBeacon ที่เป็นเซ็นเซอร์แบบไร้สายผ่านสัญญาน Bluetooth ที่ใช้พลังงานต่ำ ที่จะสื่อสารกับโมบายในระยะไม่เกิน 70 เมตร ซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการสื่อสารที่ระยะเท่าไร เช่น สื่อสารเฉพาะโมบายที่เข้ามาใกล้เซ็นเซอร์ในระยะ 3 เมตร หรือจะ 50 เมตรก็ได้ จึงเรียกกันว่า Micro-location โดยผู้บริโภคจะต้องมีโมบายและแอฟพลิเคชั่นในการสื่อสารกับ iBeacon

         ธุรกิจค้าปลีกสามารถส่งข้อความทักทาย โปรโมชั่น เมือผู้บริโภคเดินเข้ามาใกล้อุปกรณ์ iBeacon นอกจากจะส่งช้อความแล้ว ธุรกิจค้าปลีกสามารถที่จะติดตามผู้บริโภคที่เดินภายในศูนย์การค้าและผ่านอุปกรณ์ iBeacon แต่ละตัว ซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งหรือโซนที่ผู้บริโภคได้เดินผ่าน ข้อมูลเหล่านี้ธุรกิจค้าปลีกสามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค เวลาในการใช้แต่ละโซน เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคได้

         นักการตลาดฝันอยากได้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าและสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งความฝันนี้สามารถเป็นจริงได้ด้วยกลยุทธ์ Omnichannel

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

ข้อมูลคือหัวใจของธุรกิจค้าปลีก

            วันนี้เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกแบบเดิม (Brick-and-Mortar Retail) ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพราะอินเตอร์เน็ต เราจะไม่เห็นการดำเนินธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมนี้อีกต่อไป

  • แค็ตตาล็อกสินค้าที่เป็นกระดาษ
  • การประชาสัมพันธ์ด้วยจดหมาย
  • การค้นหาซัพพลายเออร์จากงานแสดงสินค้า 

           การดำเนินธุรกิจเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะนวัตกรรมของดิจิตอลทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีขึ้นของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย          

            นับจากนี้ไป ร้านค้าเดิมจะเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเดินเข้าไปในร้านค้า แล้วร้านค้าแนะนำโปรโมชั่นหรือสินค้าที่ตรงใจคุณผ่านมือถือ หรืออาจจะเป็นหน้าจอ VDO Wall ข้างหน้าของคุณ เพื่อจูงใจให้คุณซื้อสินค้ามากขึ้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?

            ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันได้เกิดขึ้นจริงแล้วและกำลังจะแพร่หลายมากขึ้นในเร็วๆ นี้ ร้านค้าได้รับข้อมูลเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์สังคมออนไลน์ของคุณนั้นเอง โดยเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้จะต้องรองรับการใช้งานแบบ Location Based เพื่อจะได้ทราบว่าคุณอยู่ในร้านค้านั้นจริง ณ ขณะนั้น

            ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ร้านค้าสามารถนำมาใช้งานได้ อาทิ

  • เทคโนโลยี Wifi ปัจจุบันร้านค้าเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรีผ่าน Wifi ดังนั้น ร้านค้าก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้คุณได้เข้ามาใช้บริการร้านค้าแล้ว เมือร้านค้ารับข้อมูลนี้ ก็สามารถสื่อสารกลับถึงคุณได้ ณ ขณะนั้น
  • เทคโนโลยี iBeacon ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เล็กๆ ที่จะค้นหาว่ามีสมาร์ทโฟนที่ได้ลงแอปพลิเคชั่นของทางร้านค้าไว้มาบริเวณร้านค้าหรือไม่ จากนั้น เทคโนโลยี iBeacon จะช่วยส่งข้อความไปยังแอปพลิเคชั่นนั้นทันทีได้
  • เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า (Face Detection) เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงขึ้นที่หลายร้านค้าได้นำมาใช้กันบ้าง ด้วยการติดกล้องและมีการตรวจจับใบหน้า เทียบกับรูปภาพใบหน้าของลูกค้าที่ได้มาจากการลงทะเบียนล่วงหน้าหรือมาจากรูปภาพโปรไฟล์ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ค เป็นต้น ที่คุณเคยใช้บัญชีของเฟสบุ๊คในการเข้าสู่ระบบของเว็บไซต์ร้านค้านั้นๆ

            จริงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ส่งข้อความไปยังลูกค้าของร้านค้าเท่านั้น เพราะบางครั้งลูกค้าจะรู้สึกทันทีว่าถูกรบกวนหรือถูกคุกคามข้อมูลส่วนบุคคล แต่ร้านค้าสามารถเลือกแค่เพียงรับฟัง (Listening) ว่าลูกค้าได้มาที่ร้านค้า เดินไปยังบริเวณไหน หรือแม้กระทั่ง เดินดูสินค้าอะไรบ้าง เพียงเท่านี้ ร้านค้าก็สามารถที่จะวิเคาะห์พฤติกรรมของลูกค้าที่อยู่ในร้านค้าแล้ว เพื่อที่จะนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจผ่านสื่อออนไลน์อื่นๆ ต่อไปในภายหลัง ด้วยวิธีการแบบนี้ ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามและยังได้รับข่าวสารที่ตรงใจมากขึ้นอีกด้วย

            จากนี้ไป ข้อมูลของลูกค้าไม่ได้มาจากใบสมัครสมาชิก หรือแบบสอบถามอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลของลูกค้าจะมาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งจากอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น และสุดท้าย จากเซ็นเซอร์ในร้านค้าที่จะรู้ได้ว่าลูกค้าได้มาร้านค้าจริง

            ธุรกิจค้าปลีกจะต้องนำข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้มาวิเคราะห์และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง การวิเคราะห์ข้อมูลมีความสำคัญเป็นอย่างมาก มิฉะนั้น แล้วข้อมูลที่คุณได้รับมาจะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย อย่าลืมว่าคุณจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่มาจากหลากหลายช่องทางติดต่อที่มีข้อมูลของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในยุคดิจิตอลได้

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th