7 เหตุผลที่ธุรกิจของคุณต้องย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ (Cloud Computing)

ธุรกิจจำนวนมากนำ Cloud Computing มาใช้ในการดำเนินงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบ Cloud computing หรือ on-demand computing ซึ่งบางครั้งเรียกว่าระบบการใช้บริการคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต 


บริษัทต่างๆ ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการพัฒนาและติดตั้งซอฟต์แวร์ เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน การประมวลผลแบบคลาวด์ช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนเป็นบริการ (Access software on the internet as a service) การประมวลผลแบบคลาวด์ยังเป็นวิธีการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลที่ปลอดภัย
 

พนักงานของคุณสามารถเข้าถึงบริการได้ตลอดเวลาและจากสถานที่ใดก็ได้ เพื่อทำงานให้เสร็จ บริการ Cloud Computing แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Platform as a Service (PaaS), Infrastructure as a Service (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) คุณสามารถเลือกบริการใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของธุรกิจของคุณ หากคุณไม่แน่ใจว่าควรย้ายระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม (On-premise) มายังระบบคลาวด์ (Cloud) นี่คือเหตุผลหลักที่คุณควรย้ายธุรกิจของคุณไปสู่การประมวลผลแบบคลาวด์ 

1.    ค่าใช้จ่ายที่ลดลง (Reduced costs)
การสร้างและการเรียกใช้ Data Center ของตนเองมีราคาแพง คุณจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะสมและจ้างช่างเทคนิคเพื่อติดตั้งและจัดการศูนย์ เมื่อคุณเปลี่ยนมาใช้การประมวลผลแบบคลาวด์ คุณจะจ่ายเฉพาะบริการที่จัดหาเท่านั้น ตรวจสอบความต้องการของระบบคลาวด์ในองค์กรของคุณ ผู้ให้บริการจะคิดค่าใช้จ่ายบริการ Cloud Computing ตามการใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูล จำนวนผู้ใช้ เวลาและพื้นที่หน่วยความจำ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ดังนั้น คุณสามารถเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณและประหยัดค่าใช้จ่าย 

2.    ความยืดหยุ่น (Flexibility)
หนึ่งในประโยชน์หลักของการประมวลผลแบบคลาวด์คือความยืดหยุ่น คล่องตัว บริการนี้ช่วยให้คุณและพนักงานของคุณมีความยืดหยุ่นในการทำงานจากทุกสถานที่ พนักงานสามารถทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ได้ 

คุณสามารถลดจำนวนเวิร์กสเตชันในสำนักงานของคุณและอนุญาตให้พนักงานบางคนทำงานจากที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือในสถานการณ์วิกฤติ อาทิ COVID-19 หรือการปิดจลาจลจากการชุมนุม เป็นต้น เพิ่มเติม การประมวลผลแบบคลาวด์ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบการดำเนินงานในธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณเพียงแค่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วเพื่อรับการอัปเดตแบบเรียลไทม์ของการดำเนินการทั้งหมด 

3.    ความสามารถในการขยาย (Scalability)
วิธีดั้งเดิมในการวางแผนสำหรับการเติบโตที่ไม่คาดคิดคือการซื้อเซิร์ฟเวอร์ที่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล คุณสมบัติสูงและไลเซ็นต์ซอฟต์แวร์เผื่อไว้ อาจใช้เวลาหลายปีก่อนที่คุณจะใช้ทรัพยากรสำรองนั่นจริงๆ การปรับขนาดบริการ Cloud Computing เป็นเรื่องง่าย คุณสามารถปรับพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมหรือคุณสมบัติได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ ผู้ให้บริการของคุณจะอัปเกรดแพ็คเกจของคุณภายในไม่กี่นาทีตราบเท่าที่คุณมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 

4.    ไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรองระบบคอมพิวเตอร์ (No need for a backup plan)
ระบบคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมต้องการแผนสำรอง โดยเฉพาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูล ภัยพิบัติสามารถนำไปสู่การสูญหายของข้อมูลอย่างถาวรหากไม่มีการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าวในการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ ข้อมูลจะพร้อมใช้งานตลอดเวลาตราบเท่าที่ผู้ใช้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ธุรกิจบางแห่งใช้บริการ Cloud Computing เป็นข้อมูลสำรองและวางแผนสำหรับการกู้คืนระบบ 

5. ความปลอดภัยของข้อมูล (Data security)
บางครั้งการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์จะปลอดภัยกว่าการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูล Data Center หากแล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์ของคุณถูกขโมย คุณก็อาจจะถูกละเมิดความปลอดภัยในข้อมูล หากคุณมีข้อมูลบนคลาวด์ คุณสามารถลบข้อมูลที่เป็นความลับจากระยะไกลหรือย้ายไปยังบัญชีอื่น การละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยของข้อมูล นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระบบคลาวด์

6. ตัวเลือกมากมาย (A wide range of options)
เราได้กล่าวถึงกลุ่มหลักของบริการ Cloud Computing ไปแล้วนั่นคือ IaaS, PaaS และ IaaS แต่ละกลุ่มมีหมวดหมู่ย่อยมากมายที่แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่นหากคุณกำลังมองหาซอฟต์แวร์ คุณจะมีตัวเลือกมากมายจากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน คุณสามารถเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติและอัตราที่ดีที่สุดสำหรับบริการที่ธุรกิจของคุณต้องการ 

7. ปรับปรุงการทำงานร่วมกัน (Improved collaboration) 
ผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจมักมองหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละบุคคลและทีม การประมวลผลแบบคลาวด์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงประสิทธิภาพของทีม 

สมาชิกในทีมสามารถแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันเพื่อทำโครงการให้เสร็จสมบูรณ์แม้จะมาจากสถานที่ต่างๆ พนักงานภาคสนามสามารถแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์และอัปเดตกับผู้ที่อยู่ในสำนักงานได้อย่างง่ายดาย 

นอกจากนี้การประมวลผลแบบคลาวด์ยังช่วยลดงานที่ซ้ำซากหรือซ้ำซากเช่นการส่งข้อมูลซ้ำคุณสามารถปรับปรุงระดับประสิทธิภาพเพิ่มผลผลิตและประหยัดค่าใช้จ่ายโดยย้ายธุรกิจของคุณไปยัง Cloud Computing แนวทางที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนการดำเนินงานทีละน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูลหรือระหว่างจัดการข้อมูล (Manipulation)

เปรียบเทียบผู้ให้บริการที่แตกต่างกันและช่วงของบริการเพื่อเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม ประสบการณ์และความสามารถในการรับสิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ข้างต้นขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการที่คุณเลือก ขอการอ้างอิงจากเจ้าของธุรกิจรายอื่นหรือตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดเพื่อรับบริการ Cloud Computing ที่ดีที่สุด

The Social Dilemma ถอดบทเรียนสื่อสังคมออนไลน์ สู่ภัยอันตรายใกล้ตัว

Social Dilemma

The Social Dilemma เป็นภาพยนตร์ Documentary ของ Netflix ที่ร้อนแรงมากในช่วงนี้ (กันยายน 2563) ภาพยนตร์เล่าถึงความน่ากลัวของสื่อสังคมออนไลน์ โดยมุ่งโจมตีไปที่ Facebook, Twitter, Instagram, Youtube และอื่นๆ ผู้ให้บริการเหล่านี้ใช้ข้อมูลของเรา เพื่อสร้างรายได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันได้สร้างพฤติกรรมหลายอย่างต่อเด็กและเยาวชนของเรา ที่เปลี่ยนแปลงไปเมือเทียบกับยุคก่อนสื่อสังคมออนไลน์

เรามาดูบทเรียนที่ได้จากภาพยนตร์ The Social Dilemma กัน

1. If you are not paying for the product, you are the product.

ถ้าคุณใช้บริการ “ฟรี” ก็ขอให้คิดเสมอว่า คุณคือ “สินค้า” นั่นเอง

เมื่อผู้ให้บริการออนไลน์ไม่ได้รายได้จากผู้ใช้ ดังนั้นผู้ให้บริการก็ต้องไปหารายได้จากแหล่งอื่น นั่นก็คือ “โฆษณา” แล้วผู้จ่ายค่าโฆษณาให้กับผู้ให้บริการก็ต้องการความคุ้มค่าและเข้าถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด โดยดูจากพฤติกรรมของผู้ใช้นั่นเอง

ดังนั้น ไม่มีของฟรีจริงๆ ในโลกนะ คุณต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไป ในที่นี้ก็คือข้อมูลของคุณนั่นเอง

“I hate the term ‘users’ now,” Parler CEO John Matze told Fox News.

“They made a good point in the film, which was that users are like drug addicts… users are people who are addicted to something. The only two people that call their customers users are drug dealers and social media,” Matze said. “So we are going to be redefining the term ‘user’ anywhere we have it on our app to be ‘people’ or ‘citizens.’”

2. Social Media is Drug.

มีเพียง 2 ธุรกิจที่เรียกลูกค้าว่า “ผู้ใช้” หรือ “User” นั่นคือธุรกิจ Social Media และพ่อค้ายาเสพติด (Drug dealer) จึงไม่แปลกเลยที่จะบอกได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์ก็คือยาเสพติด ที่ผู้ให้บริการพยายามให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ติด (Addict) แล้วไม่หนีไปไหน เหมือนกับพวกติดยาเลย

เราอยู่ในยุคที่เด็กวัยรุ่นออกเดทลดลงและเด็กพบปะผู้คนลดลง เด็กยุค Gen Z ใช้เวลากับมือถือมากๆ เหมือนเสพติดยาอยู่

3. ปุ่ม Like คือฆาตกร

Justin Rosenstein ผู้ร่วมประดิษฐ์ปุ่ม Like ขณะที่ทำงานให้กับ Facebook เล่าว่า เค้าไม่คิดว่าปุ่ม Like จะทำให้สื่อสังคมออนไลน์เป็นที่นิยม และในขณะเดียวกัน มันทำให้คนรู้สึกหดหู่ด้วย โดยเฉพาะกับเด็ก

เด็กจะเปรียบเทียบจำนวน Like ของโพสต์ตัวเองกับเพื่อนหรือกับโพสต์ที่ผ่านมา ส่งให้ผลในทางลบให้เด็กเกิดอาการหดหู่ จนมีหลายเคสถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาสุขภาพจิตกัน

สถิติเด็กวัยรุ่นเข้าโรงพยาบาลบำบัดจิตจากการทำร้ายตัวเองสูงขึ้น และรวมไปถึงสถิติการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเด็ก 10-14 ปี (Pre-teen) ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น เป็นแนวโน้มที่น่ากลัวมาก แล้วทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังกำเนิดสื่อสังคมออนไลน์

4. โฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่แค่เพลตฟอร์มวางโฆษณาธรรมดาอีกต่อไป

The Social Dilemma ให้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลของผู้ใช้มีความสำคัญขนาดไหน ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไร ผู้ให้บริการก็สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ใช้ได้มากขึ้น

โฆษณาไม่ได้ถูกส่งไปหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเท่านั้น แต่เฟลตฟอร์มจะใช้ AI (Aritificial Intelligent) สร้างโมเดลของผู้ใช้ ด้วยการทดลอง A/B Testing แล้วเปรียบเทียบ ผู้ใช้ไหนที่ถูกชักจูงได้ตามการทดสองก็จะเป็นผู้ชนะและนำไปใช้เป็นโมเดลกับผู้ใช้อื่นๆ

การทดลองนี้จะมีตั้งแต่การส่งเนื้อหาข้อมูล วิดีโอและอื่นๆ เพื่อสร้างความดึงดูด หรือแม้กระทั่งการ Tag ก็ตาม

ทุกครั้งที่เรา Scroll down ผู้ให้บริการจะใช้ Algorithm ประมวลผลว่าวิดีโอหรือเนื้อหาถัดไปที่คุณจะคลิก มันไม่ใช่ความบังเอิญหรือแสดงเนื้อหาเฉพาะกลุ่มแล้ว มันเป็นเนื้อหาสำหรับคุณคนเดียวเลย นี่ยังไม่รวมดูนานแค่ไหน ดูซ้ำ อะไรอีกมากมาย

5. ข่าวปลอม (Fake News) ถูกแชร์มากกว่า ข่าวจริง (True News) ถึง 6 เท่า

หากสถิติเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ให้บริการรายใดอยากที่จะจัดการกับข่าวปลอมล่ะ

ภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่าเมือใดที่คุณได้เสพติดเนื้อหานั้นแล้ว เช่น ข่าวใดข่าวหนึ่งซึ่งจะจริงหรือปลอมก็ไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่จะปลอมหรือลำเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง สื่อสังคมออนไลน์ก็จะป้อนเนื้อหาในทำนองนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคุณมโนว่ามันคือความจริง

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรงข้ามกับคุณก็ดูเนื้อหาอีกชุดหนึ่ง

แล้วนี่จึงเป็นปัญหาให้เกิดความแตกแยกทางสังคม เพราะ Algorithm ที่มันป้อนให้กับพวกเราไม่สามารถนำเสนออะไรที่แบบทั้งสองฝ่ายได้

เด็กที่คิดว่าตัวเองเป็นโรคทางจิตหรือมีพฤติกรรมแบบใด เมือค้นหาข้อมูลเหล่านั้น เค้าก็จะคิดว่าเค้าเป็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่เด็กอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้

6. Engagement, Growth & Monetary (Advertising)

มูลค่าโฆษณาออนไลน์เป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ผู้ให้บริการกระโจนเข้าด้วยการสร้างจำนวนผู้ใช้จำนวนมากและให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากขึ้น มีการแบ่งกลยุทธ์เป็น 3 ส่วน คือ

Engagement – การมีส่วนร่วม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เช่น Like, Share, Comment, Post เป็นต้น ยิ่งมีส่วนร่วมมากเท่าไร ผู้ให้บริการก็จะรู้จักผู้ใช้งานมากขึ้น

Growth – การเติบโต เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน ตั้งแต่การให้คุณกลับมาใช้บ่อยๆ การเชื้อเชิญเพื่อน เป็นต้น

Monetary (Advertising) – รายได้ เป็นการวัดรายได้ที่ได้จากผู้ใช้ ในภาพยนตร์นี้จะเน้นที่รายได้จากโฆษณาเป็นหลัก เราสามารถวัดที่รายได้รวม รายได้ต่อผู้ใช้งาน เป็นต้น

ในแง่ธุรกิจและการตลาด ผมแนะนำให้คุณมีผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนแยกกันไปเลยครับ เช่น Head of Engement, Head of Growth และ Head of Advertising เป็นต้น

โดยสรุป ผมก็อยากให้ทุกคนหาโอกาสชม The Social Dilemma ตามชื่อเรื่อง มันคือทางสองแพร่ง ที่สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งข้อดีและภัยอันตรา อย่างน้อยเราจะเข้าใจมันและป้องกันไม่ให้เกิดกับครอบครัวของเราได้

CRM .. ประโยชน์ที่คุณไม่สามารถละเลยได้ในปี 2020

CRM

ลูกค้าคือเส้นเลือดของทุกธุรกิจ สาระสำคัญทั้งหมดของธุรกิจก็วนเวียนอยู่กับพวกเขา จุดมุ่งหมายเดียวของการดำเนินธุรกิจคือการทำกำไรซึ่งสามารถทำได้ผ่านลูกค้าเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในด้านความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะมีคุณภาพดีกว่าแบรนด์อื่นๆ แบรนด์ดังกล่าวมักจะได้รับความภักดีของลูกค้าและการหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

การสำรวจที่จัดทำในปี 2019 พบว่าผู้บริโภค 84% ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับขณะติดต่อกับแบรนด์ของคุณ มากพอๆ กับผลิตภัณฑ์หรือบริการของข้อเสนอของคุณ ไม่สำคัญว่าผลิตภัณฑ์ของคุณจะแตกต่างแค่ไหน หากการบริการลูกค้าของคุณแย่ คุณมักจะได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ดี

จำไว้ว่ามันเป็นสนามรบและเพื่อให้ธุรกิจของคุณอยู่รอด คุณต้องอยู่ในระดับแนวหน้าของการแข่งขัน จะมีอะไรดีไปกว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณ มากกว่าสงครามราคาต่ำสุดและผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด คุณควรให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของคุณ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบริษัทและลูกค้าของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการถือกำเนิดของ CRM ซอฟต์แวร์การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ตามชื่อที่แสดงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณจัดการการมีส่วนร่วมกับลูกค้าของคุณ เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อประสานงานการติดต่อของ บริษัท ทั้งหมดกับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตเพื่อการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ จุดมุ่งหมายของซอฟต์แวร์นี้คือการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการโต้ตอบระหว่างบริษัทและลูกค้า

แนวโน้มปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการใช้ CRM จะเติบโตที่ 13.5% CAGR ในช่วงสามปีข้างหน้า ในความเป็นจริงมีการคาดการณ์ว่าประสบการณ์ของลูกค้าจะเป็นตัวสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในปีนี้ Little wonder 2020 ถือเป็นปีแห่งประสบการณ์ของลูกค้า

หากเป้าหมายทางธุรกิจของคุณในปีนี้คือการมีชัยชนะเหนือแบรนด์อื่นๆ คุณจะต้องมีกลยุทธ์ CRM ที่ดี  ธุรกิจของคุณสามารถสร้างโอกาสในการขายเพิ่มยอดขายและเพิ่มการเติบโต วันนี้คุณสามารถซื้อซอฟต์แวร์ CRM ได้ในราคาที่เหมาะสมและใช้งานง่าย

นี่คือประโยชน์บางประการของซอฟต์แวร์ CRM ที่จะมีประโยชน์ต่อการเติบโตของธุรกิจของคุณ

1. เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

ซอฟต์แวร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการติดตามการโต้ตอบการขายโดยบันทึกการติดต่อกับลูกค้าของคุณทั้งหมด ติดตามกิจกรรมการขายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อมกับลูกค้าซึ่งรวมถึงการตลาด การบริการและการขายผลิตภัณฑ์ คำนวณและวิเคราะห์รูปแบบการซื้อของลูกค้าเวลาตอบสนองและอัตราการรักษาลูกค้า นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับธุรกรรมของคุณกับลูกค้าของคุณ

ข้อมูลที่ดึงมาจากระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยให้เข้าใจถึงบุคลิกของผู้ซื้อ ข้อมูลประชากรของลูกค้าและธุรกรรมก่อนหน้านี้ได้ดีขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าได้ หากปัญหาเกิดขึ้นกับลูกค้าคุณสามารถอ้างอิงกลับไปยังข้อมูลที่รวบรวมในฐานข้อมูล CRM ของคุณ

2. เพิ่มการสร้างโอกาสในการขายและการแปลงเป็นลูกค้า

กระบวนการสร้างยอดขายในธุรกิจเริ่มต้นจากการสร้างโอกาสในการขาย การจัดการและการแปลงเป็นลูกค้าที่ตามมา งานนี้พิสูจน์ได้ยากเมื่อพนักงานขายไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอ

นี่คือจุดที่ซอฟต์แวร์ CRM มีประโยชน์ ซอฟต์แวร์ช่วยให้พนักงานขายสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าซึ่งให้พื้นที่สำหรับการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้ออายุเพศและความชอบของพวกเขา ด้วยข้อมูลนี้พนักงานขายสามารถจัดการโอกาสในการขายที่เกิดจากแคมเปญการตลาดได้อย่างเพียงพอและสร้างกลยุทธ์การแปลงลูกค้าเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ พนักงานขายยังสามารถอัปเดตรายได้ลูกค้าเป้าหมายด้วยซอฟต์แวร์ CRM

3. ปรับปรุงการรักษาลูกค้า

เทคโนโลยี CRM ช่วยคุณปรับปรุงรายได้ของธุรกิจและอัตราการรักษาลูกค้า Harvard Business Review แสดงให้เห็นว่า หากอัตราการยกเลิกของลูกค้าของคุณลดลง 5% อาจทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 25% -85% เมื่อคุณตรวจสอบความคิดเห็นของลูกค้าโดยใช้ซอฟต์แวร์ CRM จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความต้องการและความชอบของลูกค้าได้ดีขึ้น สิ่งนี้ช่วยปรับปรุงการส่งมอบบริการซึ่งเพิ่มรายได้ของคุณและลดการเบี่ยงเบนของลูกค้าไปยังแบรนด์ที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ยังสามารถดึงดูดการอ้างอิงจากลูกค้าที่พอใจกับความแม่นยำในการจัดส่งของคุณ

4. ปรับปรุงการสื่อสารภายใน

เทคโนโลยี CRM ที่ดีและใช้ในการปรับปรุงและสร้างระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในองค์กร สามารถใช้เป็นทางเลือกที่เร็วกว่าในการส่งข้อความโดยตรงผ่านอีเมล ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งข้อมูลลูกค้าและข้อมูลสามารถกระจายไปตามแผนกต่างๆเพื่อให้ขั้นตอนการทำงานง่ายขึ้น

ซอฟต์แวร์มีคุณลักษณะที่จัดการกิจกรรมและการดำเนินธุรกิจของทุกแผนก สิ่งนี้ส่งเสริมการทำงานร่วมกันในทีมและการเชื่อมต่อระหว่างกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เดียว สมาชิกในทีมสามารถทำงานในโครงการได้โดยการสื่อสารผ่านช่องทางนี้

นอกจากนี้ยังสามารถรับการแจ้งเตือนข้อมูลทั่วไปข้อร้องเรียนของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงใหม่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ซอฟต์แวร์นี้ยังติดตามการนัดหมายหน้าที่การประชุมงานบันทึกช่วยจำและการโทร

5. อัพเกรดประสิทธิภาพของธุรกิจ

ระบบอัตโนมัติของแบรนด์มีความสำคัญต่อการเติบโตและการขยายธุรกิจของคุณ ซอฟต์แวร์ส่งเสริมการเติบโตและผลผลิตผ่านการจัดการระบบที่ดีขึ้น ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินงานโดยจัดหาทางเลือกอัตโนมัติให้กับงานด้วยตนเองซึ่งช่วยเพิ่มขั้นตอนการทำงาน สามารถตั้งโปรแกรมงานที่ใช้เวลานานน่าเบื่อบางอย่างลงในระบบเพื่อลดภาระงานของพนักงาน

จุดมุ่งหมายคือการเพิ่มผลผลิตผ่านระบบอัตโนมัติ ธุรกิจสัญญาบริการและกิจกรรมทั้งหมดสามารถจัดการได้จากอินเทอร์เฟซเดียว ซอฟต์แวร์ CRM ยังจัดเรียงข้อมูลและการจัดการระบบโดยอัตโนมัติ สามารถใช้เพื่อสร้างรายงานของทีมเพื่อหลีกเลี่ยงการคำนวณข้อมูลผิดพลาดและการจัดการที่ผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีระบบตั้งเวลาอัตโนมัติและระบบติดตามสำหรับการจัดการกิจกรรมของแผนก

6. ปรับปรุงข้อมูลลูกค้าและการประมวลผล

ซอฟต์แวร์ CRM ช่วยปรับปรุงเอกสารข้อมูลและองค์กรในธุรกิจของคุณ ซอฟต์แวร์บันทึกการโต้ตอบและการมีส่วนร่วมทั้งหมดกับลูกค้าของคุณ โดยดึงข้อมูลสำคัญจากช่องทางธุรกิจทั้งหมดของคุณซึ่งรวมถึงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการช่องทางโซเชียลมีเดียบันทึกการสนับสนุนลูกค้าและบทวิจารณ์ความคิดเห็น ข้อมูลที่ดึงมาจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมและจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลส่วนกลาง ทำให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ง่ายจากแพลตฟอร์มกลาง

แหล่งที่มา Sundae Solutions

Omnichannel ทางรอดของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ | รายการ 101dotNET วันที่ 15 ส.ค. 2563

Omnichannel Marketing

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ Omnichannel ทางรอดของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning โดยคุณนาวิก นำเสียง | รายการ 101dotNET (6 มิ.ย. 2563)

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101 รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

ระบบบริหารงานขาย (Sales Force Automation) โดยคุณนาวิก นำเสียง | รายการ 101dotNET (11 ก.ค. 2563)

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ ระบบบริหารงานขาย (Sales Force Automation) ร่วมรายการโดยคุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล

สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

เพิ่มยอดขายด้วยหน้า Landing Page

            หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหน้า Landing Page หรือ หน้าลงจอด สักเท่าไร คุณอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้า Landing Page คืออะไร แล้วสามารถเพิ่มยอดขายให้กับคุณได้อย่างไร?

            หน้า Landing Page คือหน้าแรกที่แสดงผล หลังจากที่ผู้เข้าชมคลิก URL ที่ผ่านมาจากโฆษณาออนไลน์ ทั้งแบนเนอร์หรือข้อความ ผ่านทางบล็อกที่คุณเขียน หรือ ผ่านทางสื่อออฟไลน์ด้วยก็ได้ เนื่องจากมันเป็นหน้าแรกที่แสดงผล มันจึงมีความสำคัญอย่างมาก มันเป็นโอกาสเดียวที่คุณจะสามารถขายของหรือแนะนำสินค้า บริการหรือโปรโมชั่นของคุณ อย่างน้อย ผู้เข้าชมก็ต้องมีความสนใจในสินค้า บริการ หรือโปรโมชั่นของคุณอยู่แล้ว พวกเขาถึงได้คลิกโฆษณานั่นมายังหน้า Landing Page ของคุณ

            ดังนั้น หน้า Landing Page จึงจะต้องมีความพิเศษกว่าหน้าอื่นๆ และไม่แนะนำให้ใช้หน้า Home Page เป็นหน้า Landing Page ด้วย เพราะหน้า Home Page จะมีเนื้อหามากมาย อาจจะทำให้ผู้เข้าชมสับสนได้

            การเพิ่มยอดขายด้วยหน้า Landing Page จะต้องมีกลยุทธ์พิเศษที่จะเปลี่ยนจากความสนใจมาเป็นลูกค้าของคุณได้ให้ หน้า Landing Page ที่ดีควรจะมีคุณลักษณะดังนี้

  1. เนื้อหาจะต้องสัมพันธ์กับโฆษณา ผู้เข้าชมมาหน้า Landing Page เพราะว่าสนใจโฆษณาของคุณ ถ้าหน้า Landing Page ไม่ได้พูดถึงเนื้อหาเดียวกับที่โฆษณา พวกเขาก็จะผิดหวังแล้วคุณก็จะเสียโอกาสการขายนั้นทันที ถึงแม้ว่าคุณอาจจะมีสินค้าหรือบริการอื่นๆ ที่ดีกว่า แต่พวกเขาก็อาจจะไม่สนใจอยู่ดี เหมือนเราไปหลอกให้คลิกมายังเว็บไซต์ของคุณ
  • เนื้อหาต้องโดน ข้อนี้ก็สำคัญอย่างมาก เนื้อหาในโฆษณาอาจจะมีจำกัด ดังนั้น คุณจะมีพื้นที่อีกมากในหน้า Landing Page จะบอกสิทธิประโยชน์ต่างๆ เนื้อหาที่โดนได้แก่
  • ผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เขียนให้ชัดๆ แต่ไม่ต้องเยอะมาก เพราะลูกค้าไม่ชอบอ่าน รูปภาพจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น
  • เนื้อหาที่กระตุ้นให้อยากซื้อ หลายครั้งที่การตัดสินใจซื้อมักจบด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล คุณจะต้องสร้างเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ของความอยากซื้อ เช่น ความทันสมัยที่พลาดไม่ได้ ความกลัวที่จะทำให้เสียโอกาส หรืออาจจะเป็นคำบอกเล่าจากลูกค้าที่เคยใช้สินค้าบริการมาก่อน เป็นต้น
  • โปรโมชั่นแรงๆ โปรโมชั่นก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้า คุณอาจจะต้องใช้โปรโมชั่นแรงๆ สำหรับลูกค้าใหม่ของคุณ ทั้ง ลด แลก แจก แถม
  • สุดท้าย รูปภาพโดนๆ บางทีคำอธิบายเป็นร้อยเป็นพันคำอาจจะไม่เท่ากับรูปภาพเพียงภาพเดียว ควรจะเลือกรูปภาพที่โดน เมือลูกค้าเห็นแล้วอยากจะซื้อสินค้าของคุณทันที
  • ปุ่ม Call-to-Action จะต้องเด่นและใหญ่ ปุ่ม Call-to-Action หมายถึงปุ่มหรือลิงค์ที่ต้องการให้ลูกค้าคลิกหลังจากที่อ่านละเอียดแล้วทั้งหมด บางครั้งอาจจะหมายถึงหมายเลขโทรศัพท์ให้โทรก็ได้ ปุ่ม Call-to-Action นี้จะต้องใหญ่และเด่น อาจจะต่อท้ายจากรายละเอียดและมีมากกว่าหนึ่งจุดก็ได้ คุณควรจะใช้คำที่จูงใจให้อยากคลิกปุ่ม เช่น ฟรี ขอรับสิทธิพิเศษ เป็นต้น หรือ เร่งรัดด้วยเวลา เช่น เดี๋ยวนี้ สมัครด่วนจำนวนจำกัด เป็นต้น
  • สร้างความน่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่ ลูกค้ามายังหน้า Landing Page ด้วยโฆษณาออนไลน์หรือบล็อก บางทีเค้าก็ไม่รู้จักบริษัทของคุณด้วยซ้ำ ดังนั้น คุณจะต้องสามารถความน่าเชื่อถือให้พวกเขาเห็น เช่น ระบุชื่อบริษัทที่ชัดเจน สถานที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เป็นต้น ควรใช้ URL ที่เป็นโดเมนของบริษัทก็จะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า การใช้โลโก้ของคู่ค้าหรือประกาศนีย์บัตรก็จะช่วยสร้างความมั่นใจในสินค้าได้ ธุรกรรมออนไลน์ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับบ้านเรา ลูกค้าอาจจะมีความกังวลว่าจะถูกหลอกได้
  • ออกแบบให้ Keep it Simple ให้หน้า Landing Page ดูแล้วสบายตา ลูกค้าจะไม่ชอบอ่านข้อความยาวๆ การนำเสนอด้วยรูปภาพและวิดีโอจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ เน้น Navigation ที่ดีและรองรับทั้งหน้าจอ Desktop และ Mobile ด้วย
  • เพิ่มโอกาสในการแชร์ คุณอาจจะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่สนใจบอกต่อผ่านสังคมออนไลน์ ด้วยการเพิ่มปุ่มแชร์ อาจจะใช้ของ AddThis หรือ ShareThis ก็ได้ แค่นี้แคมเปญของคุณก็จะกระจายให้รู้จักมากยิ่งขึ้น
  • สุดท้าย ความเร็วในการโหลดหน้า Landing Page คุณจะต้องทดสอบหน้า Landing Page ว่าสามารถเข้าถึงหรือโหลดทั้งหน้าด้วยความเร็วที่เร็วพอหรือไม่? บางครั้งคุณอาจจะใช้รูปภาพที่ใหญ่เกินไป โฮสติ้งที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้คุณเสียโอกาสและเสียเงินโฆษณาไปเปล่าๆ ลองทดสอบด้วยเครื่องมือ PageSpeed Insights ของ Google (https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/) ที่จะให้คะแนนความเร็วและก็แนะนำปรับปรุงให้เร็วยิ่งขึ้น

            จากนี้ไปหน้า Landing Page ของคุณจะทำเงินให้คุณมากยิ่งขึ้น จะทำให้คุณประหยัดงบโฆษณาออนไลน์ได้อีกมาก

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

Work From Home (WFH) | รายการ 101dotNET ( 9 พ.ค. 2563 )

รายการ 101dotNET สถานีวิทยุ FM101ในหัวข้อ Work From Home (WFH) ร่วมรายการโดย คุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณภานุกร พสุชัยสกุล สถานีวิทยุ FM101รายการวิทยุที่นำเสนอสาระความรู้ในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไอโอที ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/101dotnet

พัฒนาผลตอบแทนจากความสัมพันธ์กับลูกค้า (ROR) อย่างไรดี?

วันนี้ ธุรกิจมักให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Return on Investment (ROI) ไม่ว่าจะมาจากการลงทุนจากการตลาด จากการวิจัยผลิตภัณฑ์ หรืออื่นๆ

แต่ยังมีอีกผลตอบแทนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยต่อความมั่นคงของแบรนด์และค่าความนิยม (Goodwill) ที่ได้มาจากลูกค้า เรียกว่า ผลตอบแทนจากความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Return on Relationship (ROR)

ทำไมความสัมพันธ์กับลูกค้าถึงมีความสำคัญอย่างมาก?

ลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์หายากขึ้น ลูกค้าไม่ไว้วางใจต่อแบรนด์ก็มีมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ลูกค้ามองหาความคิดเห็นจากคนอื่นๆ โดยฉพาะในสังคมออนไลน์

ความคิดเห็นเหล่านี้มาจากหลากหลายแหล่ง เช่น การรีวิวสินค้า เพื่อนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ห้องสนทนาออนไลน์ เป็นต้น ความคิดเห็นจะมีทั้งชื่นชมและตำหนิในแบรนด์หรือธุรกิจของคุณ

แล้วคุณจะรับมือกับลูกค้าที่ไม่เชื่อถือในแบรนด์หรือธุรกิจของคุณได้อย่างไร เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันต่อไป

กลยุทธ์ในการใช้การส่งข้อความหรือสื่อโฆษณาไปยังลูกค้า เพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถืออาจจะทำได้ไม่ยาก แต่ผลตอบแทนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าจะคุ้มค่ามั้ย การสร้างความน่าเชื่อถือไม่สามารถใช้ข้อความประสัมพันธ์และสื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียวได้

ลองกลยุทธ์เหล่านี้ว่าจะช่วยคุณพัฒนาผลตอบแทนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากเพียงใด

เริ่มง่ายๆ ที่สร้างองค์กรที่มีวัฒนธรรมลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

คุณจะต้องสร้างวัฒนธรรมขององค์กรให้พนักงานทุกคนมีจิตสำนึกในการสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ขาย การตลาด บริการ การเงิน บัญชี หรือทุกคน ให้เห็นว่าคนละเล็กละน้อยสามารถสร้างพลังและสร้างความไว้วางใจที่ดีต่อลูกค้าได้

จากนั้น คุณจะต้องกำหนดดัชนีความพึงพอใจของลูกค้าเป็นเป้าหมายหลักและประกาศให้พนักงานทุกคนได้ทราบอย่างทั่วถึง เพื่อจะได้มีเป้าหมายเดียวกัน แล้วเข้าใจได้ว่ามูลค่าตลอดช่วงชีวิตที่ลูกค้ามีต่อบริษัทมีความสำคัญอย่างไรและจะได้มาได้อย่างไร

เน้นความสำคัญของการบริการลูกค้า

ธุรกิจมักให้ความสำคัญและงบประมาณไปกับสื่อโฆษณาและแคมเปญการตลาดเพื่อได้ลูกค้าใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในการบริการลูกค้าน้อย อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ลูกค้าจะติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าก่อนที่จะซื้อสินค้าและบริการจากคุณอีก

ถ้าการบริการลูกค้าที่ไม่ดี คุณอาจจะเสียทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันได้ เพราะลูกค้ายิ่งไม่ไว้วางใจในแบรนด์ของคุณและมองหาคู่แข่งที่มีบริการที่ดีกว่า

ลงทุนในเทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า

การสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้าสามารถพัฒนาด้วยการปรับปรุงกระบวนการและอบรมพนักงานที่ต้องพบกับลูกค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ พนักงานจะต้องประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้า เข้าถึงลูกและประสานงานภายในและภายนอกองค์กรได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น

  • ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าต่อแบรนด์ (Social Media Sentiment Analysis)
  • ระบบประเมินผลความพึงพอใจของลูกค้า
  • ระบบสื่อสารและประสานงานภายในและภายนอกองค์กร

ออกแบบจุดสัมผัสบริการใหม่

จุดสัมผัสบริการ หรือ Touchpoints มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างประทับใจและสร้างความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า พิจารณาจุดสัมผัสบริการที่เรามีว่าสามารถตอบสองความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่? แล้วพิจารณาความต้องการของลูกค้าอย่างไร

  • คำถามที่ลูกค้ามักจะถาม?
  • อะไรคือปัญหาที่ลูกค้าพบ?
  • แล้วจุดสัมผัสบริการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร?
  • ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ ว้าว!

บางทีคุณอาจจะต้องออกแบบคำพูดของพนักงานใหม่ ออกแบบอีเมล์ที่ส่งให้ลูกค้าใหม่ เปิดเพลงด้วยบรรยากาศที่ดีขึ้น แล้วมันจะสร้างประสบการณ์ ว้าว! ให้กับลูกค้าได้

ช่วยทุกคนบนสื่อสังคมออนไลน์

ทุกจุดสัมผัสบริการไม่สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้หมด ดังนั้น คุณจะต้องทบทวนเนื้อหาในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ของคุณว่ามีครบถ้วนเพียงพอ

ทีมงานสื่อสังคมออนไลน์ของคุณจะต้องช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างทันท่วงที อย่าให้การตอบช้าเป็นอุปสรรคต่อโอกาสการขายของคุณ งานนี้รวมไปถึงสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ด้วยที่คุยถึงแบรนด์ของคุณอยู่

สุดท้าย สร้างแฟนพันธ์แท้ (Loyal Brand Ambassador)

การลงทุนไปกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าก็เพื่อที่จะได้ลูกค้าแฟนพันธ์แท้ที่จะช่วยขยาย ส่งต่อหรือแชร์ข้อความประชาสัมพันธ์ไปยังเพื่อนๆ และช่วยปกป้องแบรนด์ของคุณเมือเกิดปัญหา

ลองใช้กลยุทธ์ข้างต้นแล้วสร้างแฟนพันธ์แท้ให้มากขึ้น รับรองได้ว่าคุณจะพัฒนาผลตอบแทนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างคุ้มค่า

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

การตลาดที่ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์

            การได้มาซึ่งลูกค้าหรือการแปลงแปลงจากผู้สนใจเป็นลูกค้า (Conversion) ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการตลาด บ่อยครั้งที่นักการตลาดมักจะพิจารณากลยุทธ์ไปในข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป เช่น มุ่งเน้นการตลาดออนไลน์อย่างเดียวโดยลืมไปว่าลูกค้าเดียวกันนี้อาจจะติดต่อธุรกิจผ่านทางออฟไลน์ด้วยก็ได้ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากธุรกิจ

            ผมขอนิยามง่ายๆ เกี่ยวกับการออนไลน์และออฟไลน์นิดเพื่อความเข้าใจร่วมกัน

            “ออนไลน์” ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมหรือสื่อการตลาดที่ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางสมัยใหม่ที่เรียกว่า สื่อออนไลน์ (Online) ได้แก่ เว็บไซต์ โมบายแอฟ สื่อสังคมออนไลน์ ไลน์ เป็นต้น แน่นอนว่า ออนไลน์ได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการตลาดวันนี้ เพราะความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าอย่างไร้พรมแดน การสื่อสารกับลูกค้าแบบ 1-ต่อ-1 การวัดผลลัพธ์ที่ถูกต้องแม่นยำ ต้นทุนที่ไม่สูง และอีกมากเมือเทียบกับออฟไลน์

            “ออฟไลน์” หมายถึงกิจกรรมหรือสื่อการตลาดแบบดั่งเดิม โดยส่วนมากแล้วจะเป็นการตลาดแบบวงกว้าง ไม่จงเจาะ อาทิ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ งานอีเวนต์ เป็นต้น แต่ก็มีบ้างที่เป็นกิจกรรมแบบการตลาดเจาะจง เช่น พนักงานขาย งานอีเวนต์เฉพาะกลุ่มลูกค้า ไดเร็คเมล์ เป็นต้น การตลาดออฟไลน์จะใช้ต้นทุนที่สูงและได้รับผลตอบรับที่น้อยกว่าการตลาดออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เสมอไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการนำการตลาดออฟไลน์ไปใช้อย่างเหมาะสมมากกว่า

            หัวใจสำคัญของการตลาดในวันนี้คือการผสมผสานการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน มองให้ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายเพื่อให้ได้ลูกค้ามากที่สุดหรือรายได้สูงสุด

            แนวคิดใหม่ของกลยุทธ์ธุรกิจวันนี้ บริษัทจะต้องเริ่มบริการกับลูกค้าตั้งแต่กระบวนตัดสินใจซื้อของลูกค้า ไม่ใช่ต้องเป็นลูกค้าเสียก่อนถึงจะให้บริการได้ จากงานวิจัยของ Forrester ในปี พ.ศ.​2559 พบว่า ร้อยละ 53% ของผู้บริโภคจะเปลี่ยนใจหรือยกเลิกการซื้อถ้าไม่ได้รับบริการหรือได้รับคำตอบที่ดีจากแบรนด์ ดังนั้น หน่วยบริการลูกค้าจะต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเสียก่อน มิฉะนั้น ธุรกิจอาจจะขายสินค้าหรือบริการไม่ได้เลย

            เหล่านี้คือความจริงที่ธุรกิจควรจะนำมาพิจารณาผสมผสานระหว่างการตลาดออนไลน์และออฟไลน์

#1 ผู้บริโภคใช้อุปกรณ์สื่อสารมากกว่าหนึ่งอุปกรณ์ในการตัดสินใจซื้อ

            จากผลการวิจัยของ Google พบว่าร้อยละ 90 ของผู้บริโภคจะใช้อุปกรณ์สื่อสารมากกว่าหนึ่งหน้าจอ เช่น สมาร์ทโฟน แท็ปแล็ต คอมพิวเตอร์เดสท็อป ทีวี เป็นต้น ในแต่ละวันของกิจกรรมการซื้อสินค้า ไม่ว่าเป็นการค้นหาโรงแรม ช็อปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น

            นักการตลาดจะต้องสื่อสารไปยังผู้บริโภคและปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่สามารถรองรับหลากหลายอุปกรณ์ให้ได้ เช่น โฆษณาบน Facebook ที่รองรับทั้งสมาร์ทโฟนและคอมพวิเตอร์เดสท็อป และโฆษณาเดียวกันนี้ให้ปรากฏในสื่อวิดีโอทั้ง Youtube และ Facebook ด้วย

            ด้วยการครอบคลุมพื้นที่หน้าจอและอุปกรณ์นี้ก็จะทำให้สื่อของเราเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โอกาสที่จะแปลงผู้สนใจเป็นลูกค้าก็มีมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

#2 อย่าลืม Click-to-call

            Click-to-call คือปุ่มหรือลิงค์ที่ให้ลูกค้าสามารถติดต่อเราได้ด้วยการโทรศัพท์ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยังถนัดที่จะคุยมากกว่าพิมพ์ ดังนั้น ช่องทางสื่อสารแบบเดิมคือการสนทนาทางโทรศัพท์ด้วยคอลล์เซ็นเตอร์ก็ยังมีความสำคัญอยู่ เพียงแต่เราสื่อสารไปยังผู้บริโภคออนไลน์ให้ทราบว่าพวกเขาสามารถคุยกับคอลล์เซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็วด้วยปุ่ม Click-to-Call นะ ปุ่มนี้สามารถใช้กับสื่อโฆษณาออนไลน์ได้ทั้งหมดเช่นกัน

#3 คิดถึงการตลาดด้วยพิกัดพื้นที่

            เนื่องจากผู้บริโภคค้นหาสินค้าและบริการผ่านสมาร์ทโฟนเป็นส่วนใหญ่ การใช้การตลาดด้วยพิกัดพื้นที่ (Location based marketing) ก็มีความสำคัญไม่น้อย เมือไรผู้บริโภคค้นหาสินค้าและบริการในพื้นที่บริการของคุณ คุณก็สามารถสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้มาใช้บริการได้ ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าต้องมีความประทับใจในความสะดวกเป็นอย่างมาก

            การสื่อสารด้วยพิกัดพื้นที่ก็สามารถทำได้ง่ายด้วยความสามารถของสื่อโฆษณาของ Facebook และ GDN โดยที่คุณไม่ต้องเป็นกูรูก็สามารถทำเองได้เช่นกัน

#4 ต้องผสมสสานอย่างแท้จริง

            การผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์อย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย คุณอาจจะต้องเริ่มต้นที่กลยุทธ์ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี CRM ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าได้อย่าง 360 องศาไม่ว่าลูกค้าจะปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจในช่องทางใดๆ

มันจะวิเศษมาก ถ้าพนักงานขายสามารถทราบได้ว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านกำลังสนใจสินค้าอะไรอยู่ ลูกค้านี้เคยดูสินค้าอะไรบ้างในเว็บไซต์ของบริษัท และลูกค้านี้เคยสัมผัสหรือจับต้องสินค้าอะไรในร้าน สุดท้าย มันก็จะดีมากๆ ถ้าบริษัทมีระบบแนะนำพนักงานขายว่าเขาควรจะแนะนำสินค้าอะไรให้กับพนักงานคนนี้ด้วยโปรโมชั่นอะไร

นี่แหละที่จะบอกว่ามันต้องเป็นการผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างแท้จริง คลิปนี้จะทำให้เข้าใจมากขึ้นนะ https://goo.gl/134Pv7

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th