“The Must” ของสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค

            ในฐานะที่ผมเป็นทั้งที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์และก็ซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คเป็นจำนวนมาก บ่อยครั้งที่เห็นลูกค้าใช้สื่อโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างผิดๆ อาจจะเรียกได้ว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” กันเลยทีเดียว คุณสามารถซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คได้ง่ายมาก เพียงแค่มีบัตรเครดิตเท่านั้น เครื่องมือในการบริหารสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คก็แสนง่ายเช่นกัน แต่เชื่อได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงหลักการซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างถ่องแท้และสามารถที่จะสร้างความคุ้มค่าของการซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค

            ต่อไปนี้เป็น “The Must” หรือ สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของคุณคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ต้องวางแผน

            การวางแผนสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด อย่าลงโฆษณาโดยที่คุณยังไม่รู้ว่าต้องการอะไร ด้วยงบประมาณเท่าไร หัวข้อในการวางแผนสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค ประกอบด้วย

  • ใครคือกลุ่มเป้าหมาย? อายุเท่าไร? เพศอะไร? พวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร? มีความสนใจอะไร? เป็นต้น
  • กลยุทธ์และยุทธวิธีการตลาดดออนไลน์สำหรับแคมเปญนี้
  • ระยะเวลาในการลงโฆษณา อย่าซื้อสื่อโฆษณาโดยไม่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด คุณจะต้องกำหนดให้ชัดเพื่อประเมินผลลัพธ์ในช่วงเวลาที่กำหนด ที่สำคัญ ถ้าคุณไม่กำหนดวันสิ้นสุด คุณอาจจะลืมและเสียเงินโดยไม่รู้ตัว
  • ดัชนีชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน การกำหนด ดัชนีชี้วัด (KPI) อาจจะหมายถึงจำนวนผู้ชื่นชอบที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อผู้ชื่นชอบหรือผู้คลิกโฆษณา เป็นต้น
  • งบประมาณที่ใช้

หลีกเลี่ยงโฆษณาซ้ำๆ

            การใช้รูปภาพเดียวและข้อความเดียวตลอดทั้งแคมเปญอาจจะทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาซ้ำๆ ทำให้โฆษณานั้นไม่น่าสนใจ มีผลให้แคมเปญโฆษณาของคุณไม่ประสบความสำเร็จได้ คุณสามารถหลีกเลี่ยงด้วยการใช้รูปภาพหรือธีมที่ต่างกันอย่างน้อย 5 แบบ และสร้างกลุ่มโฆษณา (Ad Group) ที่มีตัวแปรของกลุ่มเป้าหมายต่างอย่างน้อย 5 กลุ่มโฆษณา ด้วยวิธีการนี้จะทำให้แคมเปญโฆษณาของคุณน่าสนใจมากขึ้น

ต้องเจาะลึกกลุ่มเป้าหมาย

            มากกว่า 1.3 พันล้านคนต่อเดือนที่ใช้เฟสบุ๊คทั่วโลก หรือ 35 ล้านคนต่อเดือนที่ใช้เฟสบุ๊คในประเทศไทย ตัวเลขหลักล้านเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย ดังนั้น คุณควรจะเจาะลึกลงไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ละเอียดมากที่สุด ตั้งแต่การเลือกกลุ่มอายุ ความสนใจ พฤติกรรม ความสัมพันธ์กับคู่แข่ง รวมไปถึงการสร้างกลุ่มเป้าหมายของเราที่เรียกว่า Custom Audience จากอีเมล์หรือหมายเลขมือถือของลูกค้าของเรา

            ยิ่งคุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดมากเท่าไร คุณก็จะได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สุดท้าย คุณจะต้องประเมินความคุ้มค่าของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มนี้ด้วย และใช้งบโฆษณากับกลุ่มเป้าหมายที่สร้างคุ้มค่าให้คุณมากที่สุด

อย่าลืมการตลาดแบบติดตาม (Retargeting)

            ถ้าคุณมีเว็บไซต์ คุณจะต้องไม่ลืมใช้การโฆษณาด้วยการตลาดแบบติดตามที่ผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณมาก่อนในช่วงระยะเวลาหนึ่งจะเห็นโฆษณาของคุณในเฟสบุ๊ค ด้วยวิธีการนี้ คุณสามารถติดตามลูกค้ามุ่งหวังที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของคุณอยู่แล้ว เพราะเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณมาก่อน เป็นการเพิ่มโอกาสซื้อสินค้าและบริการของคุณมากขึ้น อัตราการแปลงเป็นลูกค้า (Conversion rate) ก็จะสูงขึ้นกว่าการใช้สื่อโฆษณาเฟสบุ๊คแบบปกติ

ติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด

            การใช้สื่อโฆษณาออนไลน์ไม่แตกต่างไปกับการทดลองวิทยาศาสตร์ที่คุณจะต้องตั้งสมมติฐาน ทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น คุณจะต้องติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาในแต่ละ Ad Group อย่างใกล้ชิด เปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัด (KPI) ที่กำหนดไว้แต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันแรกๆ ที่คุณลงสื่อโฆษณา ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่กำหนดไว้ คุณจะต้องปรับเปลี่ยนจนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ บางครั้งคุณอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งแคมเปญก็ได้

            เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถที่จะใช้งบโฆษณาเฟสบุ๊คได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เชื่อได้เลยว่าคุณจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สามารถที่จะติดตามและปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้ใช้เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์จะดีที่สุด พร้อมทั้งควบคุมให้อยู่ในดัชนีชี้วัด (KPI) ที่คุณต้องการ

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โฆซลูชันส์ จำกัด

Navik@sundae.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น